เทศน์บนศาลา

กิเลสตีไข่

๑๙ ธ.ค. ๒๕๖๘

กิเลสตีไข่

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

เทศน์บนศาลา วันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๘

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม ธรรมะเป็นสัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะนะ สร้างสมบุญญาธิการมา ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย เกิดมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะไง พระเจ้าสุทโธทนะจะให้มีครอบครัว อายุ ๒๙ ถึงออกบวช ออกบวชๆ เพราะอะไร เพราะว่าทนทุกข์ทรมานอยู่ในพระราชวังอย่างที่ทางโลกเขาปรารถนาเขาต้องการ

พระเจ้าสุทโธทนะเวลาบ่มเพาะมา เอาแต่ของดีๆ ทั้งนั้น เอาแต่สิ่งที่โลกเขามหัศจรรย์ทั้งนั้น เพื่อจะอะไร เพราะว่าพราหมณ์พยากรณ์ไว้ว่า ถ้าได้อยู่ในทางโลกจะได้เป็นจักรพรรดิ ถ้าได้ออกบวชจะเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นศาสดา

ก็ระวัง ระวังอยู่ตลอดเวลา เพราะต้องการสืบทอดชาติตระกูลไง ศากยบุตรๆ ชาวศากยะไง เป็นกษัตริย์ไง

สิ่งที่ทางโลกๆ สิ่งที่เป็นพระโพธิสัตว์ๆ พระโพธิสัตว์ก็มีกิเลสตัณหาไง เพราะกิเลสตัณหาคือพญามาร พญามารครอบงำหัวใจของสัตว์โลกไง จะยิ่งใหญ่จะมหัศจรรย์ขนาดไหนก็อยู่ใต้พญามารทั้งนั้น

ฉะนั้น พระโพธิสัตว์ที่มีคุณภาพคือสร้างสมบุญญาธิการมา พระโพธิสัตว์ถ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่พยากรณ์ จะเปลี่ยนแปลงได้ จะพลิกจะย้อนกลับได้ แต่ถ้าพระโพธิสัตว์ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพยากรณ์แล้วจะต้องเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปในอนาคตกาล

สิ่งที่เกิดมา เกิดมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ครองเรือนอยู่ มีความทุกข์ความยากทั้งนั้น เพราะอะไร เพราะมีพญามาร มีกิเลสตัณหาความทะยานอยาก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยอำนาจวาสนาของท่าน ท่านออกบวช ๖ ปี ๖ ปีศึกษาค้นคว้ามา นั่นน่ะเผชิญกิเลสทั้งนั้นน่ะ เผชิญกิเลสเพราะความเพียรไง ความเพียรของพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ทำความเพียรให้เกิดมรรคเกิดผล ถ้าเกิดมรรคเกิดผล เห็นไหม ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา

ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาจะมาจากไหนล่ะ พระพุทธศาสนายังไม่มี พระพุทธศาสนายังไม่มี เห็นไหม

เวลาของเรา เวลาประพฤติปฏิบัติ ธรรมะมีอยู่แล้ว จะเดินไปเผชิญหน้ามันเลย มันเอามาจากไหน แต่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๖ ปี ๖ ปีเผชิญกับพญามารมามากมายมหาศาล ไปศึกษากับเจ้าลัทธิต่างๆ นั่นกิเลสตัณหาความทะยานอยากมันบีบคั้น ทุกข์ไหม

เหมือนเรา เราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ก็ด้วยความเพียร ก็ด้วยความศรัทธา ก็ด้วยที่ว่าเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่อาศัย ที่พึ่งที่อาศัยอยู่จากภายนอก นี่มีความเชื่อนะ เพราะมีพระพุทธศาสนาแล้ว

ตั้งแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม เสวยวิมุตติสุขๆ เวลาประกาศธรรม เวลาประกาศธรรมแสดงธัมมจักฯ ขึ้นมา พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม นั่นน่ะรัตนตรัยสมบูรณ์แบบ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เรามีอำนาจวาสนามากมายมหาศาล มากมายมหาศาลขนาดไหน แต่มีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนามากน้อยแค่ไหน มากน้อยแค่ไหน

เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา แต่ไม่เชื่อเลย ไม่เชื่อเพราะอะไร เพราะกิเลสมันขับมันดันไง เป็นคนทันสมัย ยิ่งวัยรุ่นเดี๋ยวนี้ไง ไม่เชื่อใดๆ ทั้งสิ้น เชื่อวิทยาศาสตร์

วิทยาศาสตร์เขาล้วงกระเป๋าเอ็งอยู่นั่นน่ะ แต่ถ้าเรามีสติมีปัญญา การดำรงชีวิตไง มันเป็นวิทยาศาสตร์ เพราะถ้าเราเข้าใจโลกแล้ว เราไม่ตื่นกับโลกไง

ในสมัยพุทธกาลนะ คนเราตื่นกลัวขึ้นมา กราบภูเขา กราบพระอาทิตย์ กราบดวงจันทร์ หวังพึ่งพาอาศัยทั้งสิ้นน่ะ แต่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมแล้ว เวลาเสวยวิมุตติสุขๆ ไง เสวยวิมุตติสุข วิมุตติสุขนี้มันเป็นข้อเท็จจริงระหว่างโลกกับธรรม ถ้าเป็นทางโลกๆ มันเป็นทางโลกเข้ากันโดยธาตุ ถ้าที่มีบุญอำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหน

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าออกประพฤติปฏิบัติ ๖ ปี ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ เวลาพราหมณ์พยากรณ์ พยากรณ์ด้วยความสามารถของเขา ด้วยความสามารถของเขาว่า จะออกบวชเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแน่นอน เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าออกประพฤติปฏิบัติ ๖ ปี เขาก็ออกมาด้วย ออกมาอุปถัมภ์อุปัฏฐาก ก็อยากจะได้ฟังธรรมเหมือนเราที่กระหายกันอยู่นี่ไง

แต่เวลาอุปัฏฐากขนาดไหน ๖ ปี ๖ ปีมันทุกข์ยากมาขนาดไหนล่ะ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมขึ้นมาแล้วไง เวลาแสดงธัมมจักฯ แก่ปัญจวัคคีย์นี่แหละ ถ้าปัญจวัคคีย์ เวลาแสดงธัมมจักฯ นี่ประกาศศาสนา

พระพุทธ พระธรรม

พระสงฆ์ๆ ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรมองค์เดียวเท่านั้น นี่มันอยู่ที่อำนาจวาสนา อยู่ที่มีบุญมีกุศลมากน้อยขนาดไหน แล้วฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาเป็นข้อเท็จจริงมากน้อยขนาดไหน นี่ขนาดปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ อุปัฏฐากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาด้วยกัน

ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติปฏิบัติไม่เป็นก็บอก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมจักฯ ไม่สอนถึงทำสมถะ ไม่สอนถึงทำสมาธิ ประกาศสัจธรรมไปเลยก็ให้ใช้ปัญญาไปเลย ใช้ปัญญาไปเลยโดยไม่ต้องทำสมาธิ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้

เป็นความรังเกียจรังงอนไปอีกน่ะ มันเป็นไปได้อย่างไร

ถ้ามันเป็นไปได้ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เริ่มต้นจากปฐมยาม เวลาปฐมยาม เวลาทำความสงบของใจเข้ามา กำหนดอานาปานสติ กำหนดลมหายใจไง เวลาจิตสงบแล้ว บุพเพนิวาสานุสติญาณ มัชฌิมยาม จุตูปปาตญาณ ปัจฉิมยาม อาสวักขยญาณทำลายอวิชชา มันมีที่มาที่ไปทั้งนั้นน่ะ มันมีเหตุมีผลมีข้อเท็จจริงทั้งนั้นน่ะ

แต่เวลาในสมัยปัจจุบันนี้ไง ไม่เชื่อสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น เชื่อวิทยาศาสตร์ เชื่อสติปัญญาด้วยปัญญาของตน ในสมัยปัจจุบันนี้โลกเจริญ โลกเจริญเพราะมีการศึกษา พอการศึกษา ทรัพยากรมนุษย์ไง มีคุณภาพ มีการศึกษา มีความรู้ มีความรู้ขึ้นมาไม่เชื่อใดๆ เลย เชื่อวิทยาศาสตร์

แต่ถ้าคนที่มีอำนาจวาสนาเขามีศรัทธาของเขา มีความเชื่อของเขา ถ้าเขาฝึกหัดปฏิบัติของเขานะ ให้เป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา ถ้าเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา นั่นมันจะเข้าสู่พระพุทธศาสนา

ไอ้นี่มันพระพุทธศาสนาโดยการเทียบเคียง โดยการอ้างอิงไง เพราะอะไร เพราะพระพุทธศาสนาโดยสามัญสำนึกของคนมันเชื่อถึงมรรคผลนิพพาน พระพุทธศาสนานี้เท่านั้น

เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาโดยวาสนาของคนไง “ไม่ต้องทำสมาธิ สมาธิเป็นสมถะ แก้กิเลสไม่ได้ ใช้ปัญญาไปเลย”

ปัญญาที่จะมีอำนาจวาสนาที่จะทะลุกิเลสตัณหาความทะยานอยากให้เป็นธรรม เป็นตรงไหน ไม่เห็นมันมี ไม่มีเพราะอะไร ไม่มีเพราะมันไม่มีข้อเท็จจริงไง ถ้ามีข้อเท็จจริง มีความจริงในหัวใจของตนนะ มันจะขัดจะแย้งสิ่งนี้ไม่ได้หรอก

ฉะนั้น เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมจักฯ ไง พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๔ ฟังธรรมต่อเนื่องไปจนถึงเป็นพระโสดาบันทั้งหมด แสดงอนัตตลักขณสูตรขึ้นมาเป็นพระอรหันต์ขึ้นมา ไปได้ยสะอีก ๕๕ ไง

เธอกับเรา ๖๐ องค์พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงเป็นทิพย์

นี่ไง ถ้ามันพ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงเป็นทิพย์ มันมีพยานทั้งนั้นน่ะ

เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ สันทิฏฐิโก รู้เฉพาะตน อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ตนพึ่งตัวเองไม่ได้ ฟังเทศน์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปัญจวัคคีย์อุปัฏฐากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่มา ๖ ปี จะขอให้มีผู้ชี้ทางที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นไปให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ไง เวลาเห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปฉันอาหารของนางสุชาดา ทิ้งไปหมดเลย แล้วก็ต่อต้านด้วย

แต่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาเล็งญาณๆ แล้ว อุทกดาบส อาฬารดาบสก็เสียชีวิตไปแล้ว ปัญจวัคคีย์เขาอยู่มา ๖ ปี เขาฝึกหัดปฏิบัติ

นี่ฝึกหัดปฏิบัติ การประพฤติปฏิบัติทั้งหลายทั้งมวล ผลของมันคือสัมมาสมาธิ ผลของมันคือทำสมถะเป็นสัมมาหรือเป็นมิจฉา ถ้ามันมีความสงบมีความสงัดพอสมควรแล้ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่ต้องสอนสมาธิไง

แต่โดยทั่วไปๆ นะ อนุปุพพิกถา ให้ทำทานเลย ไม่ใช่ว่าสอนสมาธิ ถ้าจิตใจของเขาไม่มีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา เขาจะเข้าใจพระพุทธศาสนาได้อย่างใด

ถ้าเข้าใจพระพุทธศาสนา เริ่มต้น อนุปุพพิกถา ให้ทำทาน ทำทานของเขา ได้เสียสละขึ้นมาให้ได้สัมผัส เวลาจะฝึกหัดสมาธิๆ สมาธิมันคืออะไร สมาธิ สมาธิทำอย่างใด นี่ฝึกหัดสมาธิ เพราะเราเชื่อถือถึงมรรคถึงผลที่ครูบาอาจารย์ที่เทศนาว่าการกันไว้แล้ว

แต่ในสมัยพุทธกาล มันการศึกษาหรือการฟังธรรมๆ มันแสนยากไง ถ้าการฟังธรรม มุขปาฐะ ฟังธรรมจากพระโอษฐ์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เทศนาว่าการขึ้นมาได้พระอรหันต์ ๖๐ องค์ไง “เธอพ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์ เธออย่าไปซ้อนทางกัน”

มีธรรมจากมุขปาฐะ ๖๐ ปากที่เป็นพระอรหันต์ ไม่ติดบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์ เธออย่าซ้อนทางกัน เห็นไหม นี่ได้ฟังธรรมๆ

คนที่ไม่มีสิ่งใดที่เป็นพื้นฐาน อนุปุพพิกถา ให้เขาทำทาน

ทำทานทำไม

ทำทานๆ ก็ทำจากหัวใจของตน เพราะศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว การเสียสละก็เพื่อบุญกุศล บุญกุศลเพื่อใคร

ก็เพื่อหัวใจของตนเองไง เพราะศรัทธาในพระพุทธศาสนา

แล้วพระพุทธศาสนาสอนอะไร

สอนอริยสัจไง ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ไง

แล้วถ้าทุกข์ ทุกข์ของใคร เขาก็คิดของเขาเองใช่ไหม เพราะเขาเป็นคฤหัสถ์ของเขา เขาก็มีความทุกข์ความยากของเขาอยู่แล้ว ทุกข์เพราะอะไร ทุกข์เพราะขาดทรัพย์ ทุกข์เพราะเป็นหนี้ ทุกข์ นั่นทุกข์ภายนอกทั้งนั้นน่ะ

ทุกข์คือการเกิด ชาติปิ ทุกฺขา การเกิดเป็นทุกข์อย่างยิ่ง

เกิดอะไร อะไรเกิด อะไรเกิดดับ

ก็อารมณ์ความรู้สึกในหัวใจนั่นไง เวลาสิ่งที่มันมีความทุกข์ความยากขึ้นมามันบีบคั้นหัวใจของตนนี่ไง แล้วเวลามันจะดับ มันจะดับอย่างไร ถ้าไม่มีสติปัญญามันก็ดับโดยธรรมชาติของมันไง

สิ่งที่มีอำนาจวาสนาไง ถ้ามีอำนาจวาสนา เวลามุขปาฐะ ฟังธรรมจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เทศนาว่าการขึ้นมา มีผู้เข้ามาศึกษาค้นคว้ามากมายมหาศาล เวลามีผู้ศรัทธาขึ้นมาแล้ว พวกเดียรถีย์นิครนถ์ก็ปลอมมาบวช เวลาคนที่มันทุกข์มันยากจากทางโลกขึ้นมาก็มาบวชเป็นพระมากมาย พระเจ้าอโศกมหาราชจับสึกเป็นหมื่นเลย

ถาม “พระพุทธเจ้าสอนอะไร”

ตอบไม่ได้ ตอบไม่รู้ จับสึกๆๆ เพราะอะไร เพราะเขาบวชมาเพื่อฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ ถ้าบวชขึ้นมาถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงก็ศึกษาพระพุทธศาสนา ปริยัติ ปฏิบัติ ปริยัติคือศึกษาขึ้นมาแล้ว คันถธุระ ศึกษาค้นคว้ามาเพื่อเผยแผ่ธรรม แต่ธรรมกถึก ธรรมกถึกปฏิบัติมาเพื่อชำระล้างกิเลส ชำระล้างกิเลสขึ้นมาให้มันเป็นข้อเท็จจริงในหัวใจของตน

กิเลสนะ มันตีไข่ เวลามันตีไข่ๆ ขึ้นมา ดูสิ เวลาเจ้าหน้าที่เขาพยายามศึกษาค้นคว้าของเขาไง เวลามันตีไข่ๆ ขึ้นมา มันมีปัญหาไปทั้งนั้นน่ะ ในทัศนคติ ในมุมมองของตนไง กิเลสมันตีไข่ มันตีไข่ขึ้นมา เราหลงระเริงไปกับกลิ่นกับรสของไข่นั้นไง

อารมณ์เหมือนกัน สิ่งที่กิเลสมันตีไข่ขึ้นมา เวลาเราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาจะให้ข้อเท็จจริงของเราขึ้นมา เวลากิเลสมันตีไข่ขึ้นมา หลงระเริงไปกับทางโลกเขา

ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริง เห็นไหม กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง เจริญขึ้นมา เจริญขึ้นมาจากหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของท่าน ถ้าฝึกหัดปฏิบัติของท่านขึ้นมา เห็นไหม

เวลาศาสนามันจะเจริญนะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าศึกษาค้นคว้าขึ้นมา เวลาสิ่งที่สหชาติเกิดร่วมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐที่สุด นั่นข้อเท็จจริงทั้งนั้นน่ะ แล้วมันมีอำนาจวาสนาที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอนาคตังสญาณไง

อนาคตังสญาณ คนไหนมีอำนาจวาสนาที่เขาจะสิ้นชีวิตไปก่อน ไปเอาคนนั้นน่ะ เอาคนนั้นเพราะถ้าเขาได้ฟังธรรม เขามีโอกาสของเขา เขาได้เกิดมรรคเกิดผลในใจของเขา เขาจะเป็นอำนาจวาสนาของเขา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพุทธกิจ ๕ งานมหัศจรรย์ทั้งนั้นเลยล่ะ เพื่อจะเล็งญาณ เพื่อจะให้เขาได้ประโยชน์ๆ ไง ถ้าเขาได้ประโยชน์ขึ้นมา ถ้าเป็นข้อเท็จจริงนั้น มันเป็นอำนาจวาสนาของเขาไง นี่เกิดสหชาติ

เวลาเผยแผ่ศาสนา ศาสนารุ่งเรืองขึ้นมาเพราะอะไร มันเป็นข้อเท็จจริงพิสูจน์ได้ทั้งนั้นน่ะ พิสูจน์ได้จากการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา

ก่อนที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสรู้ธรรม ฤๅษีชีไพรเขามีของเขามาก่อนแล้ว ได้พวกอภิญญา ไอ้พวกความรับรู้อย่างนั้นมันเป็นของชั่วคราวๆๆ ทั้งนั้นน่ะ ทำได้ไหม ได้ แล้วทำขึ้นมาเพื่ออะไร เพื่อเป็นผู้วิเศษ มันมีคุณค่าอะไร

ฤๅษีชีไพรของเขา พวกนี้พวกทำฌานสมาบัติได้ ก็เกิดบนพรหมทั้งนั้นน่ะ เกิดบนพรหมก็เวียนลงมาเกิดใหม่ มันจะมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา

แต่พระพุทธศาสนาเวลาเกิดมรรคเกิดผลขึ้นมา มันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมาจากในหัวใจของตน ถ้าเกิดขึ้นมาจากในหัวใจของตน ที่เล็งญาณๆ นั่นประโยชน์ของเขา ประโยชน์ของเขาขึ้นมาโดยข้อเท็จจริงอันนั้นไง

เวลาศาสนามาเป็นครั้งเป็นตอนขึ้นมา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้สงฆ์ปกครองสงฆ์ สงฆ์ที่ดีงามๆ เป็นยุคเป็นคราวขึ้นมา กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง ตั้งแต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดของท่าน ฝึกหัดปฏิบัติด้วยอำนาจวาสนาของท่าน เพราะท่านก็เป็นพระโพธิสัตว์เหมือนกัน

เวลาท่านเป็นพระโพธิสัตว์ ท่านปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์ จะเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตกาล ท่านรู้ได้อย่างไร ก็รู้ด้วยตัวของท่านเองไง รู้ด้วยตัวของท่านเอง เวลาเริ่มฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา สมาธิก็ทำได้ยาก เวลาสมาธิทำขึ้นมาได้แล้ว เวลาจะเข้าสู่มรรคสู่ผลไง มันเป็นไปไม่ได้ มันขัดมันขวางทั้งนั้นน่ะ พิจารณากายๆ พิจารณาอย่างนั้นน่ะ มันไม่เป็นโล้เป็นพาย ลาความเป็นพระโพธิสัตว์ของท่าน ความลาเป็นพระโพธิสัตว์ของท่าน เวลาปฏิบัติของท่าน เออ! มันต้องอย่างนี้สิ มันแตกต่างกันเลย มันแตกต่างกันว่า เวลาจิตมันสงบแล้วถ้ามันเห็นกาย มันพิจารณากายขึ้นไป เวลาเกิดภาวนามยปัญญาที่มันเกิดขึ้น เออ!

ความแตกต่างมันมีไปทุกขั้นตอนตั้งแต่เราทำความสงบของใจที่เป็นสัมมาสมาธิ มันเป็นมิจฉาหรือเป็นสัมมา เป็นสมาธิๆ มันเป็นสัญญาอารมณ์ได้ทั้งนั้น เวลาคนมันพอใจสิ่งใด มันเพลิดเพลินสิ่งใด มันไปเพราะอะไร เพราะกิเลสมันตีไข่

เวลากิเลสมันตีไข่นะ กลิ่นมันหอมหวน เวลามันตีไข่ เราหลงระเริงไปกับกิเลสที่มันปลิ้นมันปล้อน มันหลอกมันลวง เรายังไม่รู้ตัวนะน่ะ

แต่ถ้ามันเป็นทางโลก เวลาอาหาร เวลาผัดไทย โจ๊ก ใส่ไข่ไหม ถ้าใส่ไข่มันก็เป็นประเภทหนึ่ง

ถ้าเรามีศีลมีธรรมไม่ใส่ไข่ เพราะอะไร

เพราะคนเกิดมามีกายกับใจๆ เพราะคนเกิดมามีอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทั้งนั้น แล้วอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดนั้นมันอยู่ที่อำนาจวาสนาของคน มันเป็นจริตเป็นนิสัยของคน ถ้ามันไม่มีอำนาจวาสนามันก็หลงระเริงไป ผัดไทย โจ๊ก ใส่ไข่ๆ กิเลสมันตีไข่ไง แล้วก็ไปกับมันทั้งนั้นน่ะ เพราะอะไร

เพราะธรรมและวินัยไง กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง กึ่งพุทธกาลขึ้นมา ปัจจุบันนี้ในทางการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ พระที่มีการศึกษามาบวช โอ้โฮ! พูดธรรมะแจ้วๆๆ เลย พูดเป็นวิทยาศาสตร์

ก็มึงมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไง แล้วก็เทียบเคียงอารมณ์ความรู้สึกของตนไง ทำสมาธิเป็นหรือเปล่า ทำสมาธิเป็นนะ มันสังเวชเลยล่ะ

คนมีการศึกษาทำความสงบได้ยากมาก ความสงสัยกิเลสมันตีไข่ ตีไข่มันกีดมันขวางไปตลอด สิ่งที่ได้มามันก็กลิ่นของไข่ กลิ่นของกิเลสมันปลิ้นมันปล้อน

ถ้าเอาความเป็นจริงขึ้นมา ชำนาญในวสีของตน ทำความสงบของใจเข้ามาให้ได้ ถ้าใจสงบแล้วมันมีความสุขของมันโดยธรรมชาติของมัน

คนที่ไม่มีวาสนาทำพุทโธไม่ได้ พุทโธไม่ได้ ครูบาอาจารย์ที่ดีงามท่านสอนปัญญาอบรมสมาธิ ถ้ามันมีสติมีปัญญาจริงมันก็หยุดคิดได้ หยุดคิดได้ ถ้าหยุดแล้วมันก็คิดต่อของมันไป เพราะทำต่อเนื่องได้มากน้อยขนาดไหน ถ้ามันทำได้ไง

เพราะพระสารีบุตรปัญญาวิมุตติ พระโมคคัลลานะเจโตวิมุตติ

พระโมคคัลลานะเจโตวิมุตติ จิตสงบแล้วเห็นกายโดยสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง

การพิจารณาโดยจิต พระสารีบุตรปัญญาวิมุตติๆ ปัญญาทำให้ความสงบของใจเข้ามา ปัญญาทำให้จิตมันมีกำลังของมันขึ้นมาได้ แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นไปให้เป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา ถ้ามันเป็นปัญญา นี่พวกปัญญาชน นี่ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงไง

แต่เป็นพระอรหันต์ประเภทใดก็แล้วแต่ สิ่งที่เป็นเอตทัคคะ ๘๐ องค์ สิ่งที่สำคัญที่สุดคืออาสวักขยญาณ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือสิ่งที่ชำระล้างกิเลส สิ่งที่สำคัญที่สุดคือมรรคของตัวเอง

ปัญญาๆ ปัญญาถ้าเข้ามาสู่มรรคสู่ผลของมันขึ้นมามันจะเป็นข้อเท็จจริงของพระพุทธศาสนาไง

ไอ้นี่กิเลสมันตีไข่ แล้วก็หลงระเริงกับไข่ของตน ถ้ามีศีลมีธรรมขึ้นมาไม่ใส่ไข่ เพราะธรรมชาติของคนไง คนเกิดมามีกายกับใจ อารมณ์ความรู้สึกความนึกคิดมันเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว ใส่ไข่หรือไม่ใส่ไข่

ถ้าไม่ใส่ไข่ มีศีลไง ถือพรหมจรรย์ไง สิ่งที่เราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ทำสมาธิของเราขึ้นมาให้จิตมันตั้งมั่นขึ้นมาให้ได้ไง ถ้าจิตมันตั้งมั่นขึ้นมา เห็นไหม

โดยอำนาจวาสนานะ เวลาโดยการดำรงชีวิตไง ถ้ามันไม่ใส่ไข่มันก็ไม่มีกลิ่นหอม ถ้ามันไม่ใส่ไข่ อาหารของเรามันก็สู้คนอื่นไม่ได้ เขาใส่ไข่ฟอง เราจะใส่ ๕ ฟอง เขาทำอะไร เราทำมากกว่าเขา เพราะจะให้อาหารของเราจะเลิศประเสริฐกว่าคนอื่นเขาไง

เหมือนกัน เวลาจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา กิเลสมันปลิ้นมันปล้อนมันหลอกมันลวง มันใส่ไข่ ๕ ฟอง ๑๐ ฟองนู่นน่ะ มันออกไปตามแต่จริตนิสัยของแต่ละบุคคล

ถ้าเป็นครูบาอาจารย์ที่ดีงาม ท่านพยายามจะทำความสงบของใจเข้ามาให้ได้ เราจะถือพรหมจรรย์ของเรา เราจะเอาสัมมาสมาธิ เราจะเอาความสงบสุขของเรา

ไม่ต้องห่วงหรอกว่าเราจะไม่พ้นทุกข์ แต่จะพ้นทุกข์มันจะพ้นทุกข์จากข้อเท็จจริง มันเสียดายชีวิต ชีวิตนี้จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะได้เกิดเป็นมนุษย์ การเกิดเป็นมนุษย์ ๑๐๐ ปี ชีวิตนี้มีเท่านี้เท่านั้น จะทำหน้าที่การงานอย่างไร จะทำจะแสวงหาสิ่งใด จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้มากน้อยขนาดไหน ทิ้งไว้กับโลกนี้ทั้งสิ้น

เราบวชเป็นพระเป็นนักประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ถ้าฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามันไม่ถึงที่สุดแห่งทุกข์ มันก็เป็นอำนาจวาสนาของคนทั้งสิ้น เพราะมีวาสนาสะสมขึ้นมา พาหิยะฟังเทศน์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหนเดียวเป็นพระอรหันต์ๆ เพราะแต่ละภพแต่ละชาติเขาฝึกหัดปฏิบัติมา

ก่อนที่จะมาสำเร็จเป็นพระอรหันต์ เวลาพาหิยะฟังเทศน์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้งเดียวแล้วเป็นพระอรหันต์ขึ้นมา พระสงสัยมาก ไปถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “มันเป็นอย่างนั้นได้จริงๆ หรือ”

“เขาทำของเขามา เขาฝึกหัดปฏิบัติของเขามา เขาสละชีวิตมา ล้มตายมากี่ภพกี่ชาติแล้ว”

เพราะมันเป็นจริตเป็นนิสัยอย่างนั้นไง ฟังเทศน์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหนเดียวเป็นพระอรหันต์

ไอ้เราอยู่จับชายจีวรพระพุทธเจ้าไว้เลย ยิ่งปัจจุบันนี้ธรรมและวินัย พระไตรปิฎกกดเอาเลย สงสัยอย่างใด อริยสัจข้อไหน สอนที่ไหน เดี๋ยวนี้กดได้หมดน่ะ คอมพิวเตอร์นี่ แล้วเราล่ะ

คอมพิวเตอร์มันไม่มีชีวิตนะ เขาว่าต่อไปจะน่ากลัวมาก มันจะฉลาดกว่าคนอีก เพราะคนก็สมองเท่านี้แหละ คอมพิวเตอร์มันประมวลขึ้นมา โอ้โฮ! เครื่องยนต์กลไกมันสร้างได้ทั้งนั้นน่ะ แต่มันไม่มีชีวิตของมันหรอก แล้วมันจะเป็นปัญหากับโลก เขายังตื่นเต้นกันอยู่ตลอดเวลานี่ไง

แต่ของเราล่ะ กิเลสมันตีไข่ มันไปทั่วของมันน่ะ

ถ้าเอาจริงเอาจังของเราขึ้นมานะ เราจะทำความสงบของใจเราเข้ามาให้ได้ ถ้าทำความสงบของใจเราให้ได้ ไม่ใส่ไข่ ไม่ใส่ไข่ ทำความสงบของใจเข้ามานะ ถ้าใจสงบระงับแล้วถ้ามันรู้มันเห็นของมันขึ้นมา จากศีล สมาธิ ปัญญา เวลาเกิดภาวนามยปัญญาที่มันเกิดขึ้นขึ้นมา นั่นแหละมันจะมาเป็นมรรคเป็นผล

แต่กิเลสมันปลิ้นมันปล้อนไง ดูสิ ไข่นกกะทา ไข่ไก่ ไข่เป็ด ไข่นกกระจอกเทศ ความหนาของกระทบกับเปลือก

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง “เราเป็นไก่ตัวแรกที่เจาะฟองอวิชชาออกมา”

เราเป็นไก่ตัวแรก ไก่ตัวแรก อาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นไก่ตัวแรกที่เจาะฟองอวิชชาออกมา นี่ฟองไข่

เวลาจิตถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมามันจะรู้มันจะเห็นของมัน มันจะเป็นข้อเท็จจริงของมัน ถ้าเป็นข้อเท็จจริงของมัน เห็นไหม เวลาไข่แต่ละประเภท ไข่นกกระจอกเทศเปลือกมันแข็ง ลูกมันใหญ่ ดูสิ มันฟักของมันขึ้นมา เขาฟักขึ้นมา นกกระจอกเทศ เขาก็ทำของเขาขึ้นมาได้ มันแต่ละประเภทๆ อำนาจวาสนาจริตนิสัยของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

แต่ถ้าไอ้ผู้ที่เป็นปัญญาชนไม่เชื่อสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น เชื่อวิทยาศาสตร์ ไอ้พวกนี้มันเป็นไข่ไดโนเสาร์

ไดโนเสาร์มันสูญพันธุ์ไปแล้ว แต่ทางวิชาการเราก็คิดได้นะ พิสูจน์ได้ มันมีไข่ไดโนเสาร์นะ เป็นฟอสซิลขึ้นมา เขาขุดค้นค้นคว้ามาได้ ไข่ไดโนเสาร์

เราไม่เชื่อใดๆ ทั้งสิ้น เราเชื่อวิทยาศาสตร์ มันก็จินตนาการว่ามันเป็นไดโนเสาร์ มันจะหาไข่ หากิเลส

หาที่ไหน มันสูญพันธุ์ไปแล้ว อดีตอนาคต ปัจจุบันนี้สิ มันจะเป็นไข่ไก่ ไข่เป็ด ไข่ต่างๆ อาหาร ไข่วันหนึ่งประเทศไทยนี้ ๔๐ ล้านฟอง แล้วไข่ในโลกนี้ต่อวันมันใช้ไข่กี่สิบล้านฟอง นี่เห็นหมดน่ะ มันเป็นอะไร มันเป็นอาหาร มันเป็นการดำรงชีวิตไง แต่คนใช้ปัจจัย ๔ คืออาหารนั้นเพื่อดำรงชีวิต คนเวลาใช้สติใช้ปัญญาทำหน้าที่การงานของตน ได้เงินเป็นแสนๆ ล้าน หมื่นๆ ล้าน ได้เป็นเศรษฐีโลก ได้เป็นอะไร เพราะเขามีปัจจัยดำรงชีวิตไง

นี่ก็เหมือนกัน สิ่งที่ว่ากิเลสมันตีไข่ๆ มันตีให้เราลุ่มเราหลง มันตีให้เราพลิกเราแพลง ตีให้เราทำสิ่งใดล้มลุกคลุกคลานไปทั้งนั้นน่ะ แล้วถ้าไม่มีวาสนาหาไข่ตัวเองไม่เจอ หากิเลสไม่เจอไง ภาวนาไม่เป็นไม่รู้จักกิเลสอีกต่างหาก แต่ไม่รู้หรอกว่า กิเลสมันตีไข่ มันหลงระเริงไปกับความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ความรู้สึกนึกคิด ทำความสงบของใจเป็นหรือไม่

ถ้าทำความสงบของใจเป็นขึ้นมา ทำความสงบของใจเข้ามามันมหัศจรรย์ในหัวใจของตนสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน

ถ้าทำความสงบของใจตัวเองได้มีความปกติสุขนะ เวลาเราเป็นชาวพุทธ เราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ เราก็จะแสวงหาที่ที่เราทำของเราได้ แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติเริ่มต้นขึ้นมา แนวทางปฏิบัติมากมายมหาศาล ให้ประพฤติปฏิบัติไปเถิด เพราะจริตนิสัยของคนมันก็แตกต่างกันไป ถ้ามันแตกต่างกันไปนะ ที่ไหนจะสอนอย่างไร จะทำอย่างไร ฟังทั้งนั้นน่ะ

กาลามสูตร ต้องพิสูจน์ตรวจสอบ มันเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ ถ้าไม่เป็นข้อเท็จจริงมันเสียทั้งเวลา เสียทั้งโอกาสในการกระทำทั้งสิ้น แล้วอยู่ที่วาสนาด้วยนะ ถ้าอ่อนแอ กระแสสังคมพัดไปพัดมา อุปทานหมู่น่ะชอบ ที่ไหนปฏิบัติ ที่ไหนบรรลุธรรมมากมายมหาศาล ไหลกันไปเป็นแถบเป็นแถว

แต่เวลาครูบาอาจารย์ของเรา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดปฏิบัติของท่าน ท่านเอาจริงเอาจังของท่าน ศึกษาค้นคว้าขึ้นมาให้เห็นจิตของตน ถ้าจิตของตนคือทำความสงบของใจของตนเองได้ ถ้าทำความสงบของใจของตัวเองได้ พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน แม้แต่สัมมาสมาธิ ใครก็มาชักนำชักจูงเราไม่ได้

ไอ้นั่นมันเป็นอุปทานหมู่ไง เวลาแก้บน ไข่ร้อยฟอง พันฟอง หมื่นฟอง ต้มเป็นไข่แดงซะด้วยนะ นี่ไง แก้บนๆ แล้วนี่พูดถึงกิเลสตัณหาความทะยานอยากมันเป็นอย่างนั้นไหม นี่มันเป็นกระแสสังคมกระแสโลกไง แก้บนไข่ทีเป็นพันๆ ฟอง แก้บนด้วย พอแก้บนเสร็จแล้วได้แจกทานอีกต่างหาก โอ้โฮ! บุญกุศลมากมาย

หัวใจแห้งผาก ไม่รู้จักใจของตน เสียโอกาสในการเกิดเป็นมนุษย์

ระดับของทาน ระดับของทานในลัทธิศาสนาใดเขาก็สอนทั้งนั้นน่ะ สิ่งที่การเสียสละเพื่อสังคม เพื่อสิ่งที่ดีงาม เราก็ทำ ทำแล้วถ้ามีสติมีปัญญาขึ้นมาก็เพื่อจริตนิสัย เพื่อการฝึกหัดปฏิบัติของตน ถ้าเพื่อการฝึกหัดปฏิบัติของตน มันเป็นความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะไง

มนุษย์จะล่วงพ้นทุกข์ด้วยความเพียร ถ้าความเพียรของเรา เราจะตั้งสัจจะมีการฝึกหัดปฏิบัติ จะได้มากได้น้อยขนาดไหน เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ไม่ต้องไปขี้เกียจขี้คร้าน

การฝึกหัดปฏิบัติที่ไม่ได้ผลเพราะขาดการทำต่อเนื่อง ถ้าขาดการทำต่อเนื่อง

เวลาพระเราเข้าพรรษา ออกพรรษาไง เวลาครูบาอาจารย์ของเราท่านวิเวกไป ท่านฝึกหัดปฏิบัติของท่านไปก็เพื่อค้นหาหัวใจของตน ถ้าค้นหาหัวใจของตนนะ ถ้ามันมีคุณธรรมนะ สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี จิตสงบระงับแล้วมันมีความสุข มันมีที่พึ่งที่อาศัย

พอมันมีที่พึ่งที่อาศัย เห็นไหม เริ่มต้นเราก็อาศัยครูบาอาจารย์ไปก่อน ถ้าอาศัยครูบาอาจารย์ไปก่อน ถ้ามันเป็นธรรมเป็นวินัยขึ้นมา เราก็จะอาศัยศาสดา อาศัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่เป็นภาคการศึกษา ภาคการทดสอบ

ถ้าเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมานะ ทำความสงบของใจให้ได้ ทำความสงบของใจให้ได้ด้วยสติด้วยปัญญาของตน สติปัญญา

ถ้าเราเป็นคนกำหนดพุทโธไม่ได้ เราทำสิ่งใดไม่ได้นะ ใช้ปัญญาอบรมสมาธิ ปัญญาอบรมสมาธิมีสติปัญญาเท่าทันความรู้สึกนึกคิด มหัศจรรย์นะ ความคิดคิดขนาดไหนก็แล้วแต่มันต้องหยุดคิด ถ้ามันหยุดแล้วเราขาดสติ เราไม่เท่าทันไง แต่ถ้าเราเท่าทันนะ มันหยุดขณะที่เรามีสติปัญญาเท่ากับความรู้สึกนึกคิดนี้ หยุด มันรู้มันเห็นทั้งหมดน่ะ แล้วมันก็เสวยต่อ ไอ้ที่มันหยุดแล้วมันเสวย มันจะทำให้เราเริ่มมีหนทางไง ความคิดมาจากไหน คิดเพื่ออะไร คิดแล้วทำไมมันทุกข์ยากขนาดนี้

ถ้าไม่มีสติปัญญา กิเลสมันก็ตีไข่ มันผสมกับความคิดเราไปตลอดเวลาทั้งสิ้น ถ้าเรามีสติปัญญามันก็หยุดของมันได้ แล้วถ้ามันหยุดแล้ว มันเสวยแล้วมันหยุด เสวยแล้วปล่อยๆ เราเห็นได้ แล้วจะทำให้มันมั่นคงขึ้นมาได้อย่างไร

ถ้ามันเสวยแล้วมันปล่อยๆ แต่ถ้าสติปัญญาเราไม่ละเอียดพอ เราจะต่อเนื่องไปอย่างไร

ชำนาญในวสีๆ คือพุทโธๆๆ ถ้าจิตมันสงบ เราชำนาญในการกระทำของเรา เราอยู่กับพุทโธของเรา เราอยู่กับลมหายใจของเรา เราอยู่กับสิ่งต่างๆ ทั้งสิ้น เวลาจิตมันสงบมันรู้มันเห็นของมัน ถ้ารู้เห็นของมัน แล้วอารมณ์ วางอารมณ์อย่างไร ตั้งสติอย่างไร เอาอย่างนั้น เอาอย่างนั้นน่ะ

เหตุ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ สัมมาสมาธิก็เกิดจากเหตุ

ไม่ใช่นึกเอาคิดเอา ไม่ใช่ให้กิเลสมันตีไข่ กิเลสมันตีไข่แล้วเป็นอย่างนี้ๆๆ

เป็นอย่างไร ถ้ามันเป็นอย่างนั้นนะ ก็อุปาทานหมู่ไง

ในการฝึกหัดปฏิบัติ ถ้าคนมันด้อยปัญญา ชอบอย่างนั้น กระแสลากกันไป พากันไป “เราเหมือนกัน เราเป็นเหมือนกัน เป็นเหมือนกันเลย”

ก็เหมือนสิ เพราะอะไร เพราะหัวหน้ามันเป็นอย่างนั้นไง หัวหน้ารับรู้ได้แค่ไหนนั้นไง แล้วยังบอกวิธีการอีกต่างหากนะ “ทำอย่างนี้ถูกๆ”

กาลามสูตร ใจเราสงบสุขจริงหรือไม่ มันเป็นข้อเท็จจริงหรือเปล่า แค่รักษาจิตยังรักษายาก

ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมนะ ใจนี้รักษาได้ยาก แล้วพอจะฝึกหัดปฏิบัติให้เป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา พอมันเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมาจะรักษาอย่างไร

การรักษา ข้อวัตรปฏิบัติเป็นเครื่องอยู่ของใจๆ มีข้อวัตรปฏิบัติของเรา แล้วถ้าข้อวัตรปฏิบัติของเรา มันภูมิใจนะ มันโล่งมันโถง มันปลอดมันโปร่ง เพราะอะไร เพราะมันไม่ไปแบกหามสิ่งใดไง

เห็นไหม เรามีการศึกษา เราค้นคว้ามาทั้งสิ้น ไม่เชื่อใดๆ ทั้งสิ้น เชื่อวิทยาศาสตร์ มันพูดธรรมะแจ้วๆ เลยนะ คือมันพูดวิทยาศาสตร์ไง พูดทางโลกไง เพราะอะไร

เพราะว่า สิ่งที่มันเป็นจิต สิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงมันพูดไม่ได้ สิ่งที่ข้อเท็จจริงนะ จิตเป็นอย่างไรๆ แต่ถ้าเปรียบเทียบไง เป็นวิทยาศาสตร์นะ โอ้! มันแจ้วๆ เลยนะ มันตีไข่ กี่ฟอง เอากี่ฟอง เอามากน้อยขนาดไหน ไอ้คนฟังอ้าปากเลย โอ้! มันเข้าใจหมดน่ะ

ก็มันเป็นโลกไง ก็มันเป็นความรู้สึกนึกคิดของเรานี่ไง แล้วจิตสงบล่ะ

ถ้ามันจิตสงบขึ้นมา คิดอย่างไร วางอารมณ์อย่างไร

ถ้าวางอารมณ์แล้ว สิ่งที่มันเคยทำความสงบของใจได้เพราะอารมณ์อย่างนี้ จำไว้ แล้วคราวหน้าทำ พยายามทำของเราอีก ถ้ามันทำของมันได้ ทำของเราได้เพราะอะไร เพราะด้วยความชำนาญไง ด้วยการฝึกหัดนี่ไง

ดูนักกีฬาสิ ซ้อมๆๆ มันจะได้แข่งหรือเปล่า ซ้อมตลอด

ไอ้นี่เหมือนกัน เราฝึกหัดของเรา นี่คือการซ้อม ถ้ามันสมดุลพอดี มันปล่อยวาง เออ! ขอบใจ แล้วดูแลรักษา แล้วถ้ามันมีความสงบของใจของเราได้แล้วนะ ถ้ามีอำนาจวาสนาน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ ถ้าเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิตตามความเป็นจริง นั้นจะเป็นแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง

ไอ้ที่กิเลสมันตีไข่ วิปัสสนึกทั้งนั้นน่ะ นึกกาย นึกเวทนา นึกจิต นึกธรรม มันนึกเอาๆ

ไม่นึกมันก็มา เวทนานี่ มันบีบมันคั้นด้วย นั่งเดี๋ยวก็มาแล้ว เวทนาเป็นเรา เราเป็นเวทนา ทุกข์เกือบตาย ถ้าจิตสงบแล้วนะ เวทนามา จับเวทนาเลย เป็นสัมมาสมาธิ

เพราะเอ็งโง่ไง เพราะกิเลสมันตีไข่ไง เอ็งถึงได้ทุกข์ได้ยากอย่างนั้น

ถ้าจิตมันสงบแล้ว เวทนา มันจับเวทนา เวทนาไม่ใช่เรา เราไม่ใช่เวทนา

เวทนาเป็นเราหรือ ถ้าเป็นเรา เวลาเวทนามันไม่มี เราก็ต้องสูญสลายไปสิ เวลาเราปกติไม่เห็นเวทนาความเจ็บปวดมันมาเลย ความเจ็บปวดมันมาจากไหน เพราะจิตมันไปเสวย มันไปรับรู้ไง ถ้าจิตสงบแล้วถ้ามันเห็นเวทนา มันจับเวทนาได้ มันพิจารณาเวทนาได้นะ

นี่ไง จิตมันเห็นกาย เห็นกายอย่างไร เห็นกายอย่างเรานี้ใช่ไหม เห็นกายอย่างเราสู้หมอไม่ได้หรอก หมอมันเปลี่ยนอวัยวะได้หมดเลย มันผ่าได้หมดเลย เห็นคนไข้เดินมามันรู้นี่เป็นเพราะอะไร เพราะการดำรงชีวิตมันเกิดโรคภัยไข้เจ็บนั่นไง

หมอมีความชำนาญมาก มีความชำนาญมากเพราะการศึกษา สติปัญญาเดี๋ยวนี้มันถ่ายทอดกันด้วยมากมาย แล้วเรามีความชำนาญในสิ่งใดล่ะ นั่นเป็นวิชาชีพทั้งนั้นน่ะ แต่ถ้าหมอปฏิบัติอย่างนั้น หมอคนนั้นที่ชำนาญมาก ถ้าหมอคนนั้นทำความสงบของใจได้ แล้วหมอคนนั้นเห็นกาย เขาจะรำพันเลยว่า เฮ้ย! มันไม่เหมือนกัน

ไอ้ที่เขาทำนั่นคือความชำนาญของเขา วิชาชีพของเขา ถ้าจิตเขาสงบแล้ว ถ้าเขาเห็นกาย เห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง นี่ไง มันเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริงในหัวใจของตน มันสะเทือนกิเลสนะ คือมันเห็นกิเลสไง มันรู้จักกิเลสไง ถ้ารู้จักกิเลสขึ้นมา มันฝึกหัดปฏิบัติไป มันจะสะเทือนเข้ามาในใจของตนแล้ว

ถ้ามันสะเทือนเข้ามาในหัวใจ นี่ไง สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน

สมถกรรมฐาน ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน การทำความสงบของใจเข้ามามันก็ผ่านกิเลส ผ่านกาย ผ่านเวทนา ผ่านจิต ผ่านธรรม เพราะคนมีสามัญสำนึก

เวลามันผ่านกาย ผ่านเวทนา ผ่านจิต ผ่านธรรม เพราะอะไร

เพราะเรานั่งสมาธิ เราก็ระลึกกายได้ เราก็พยายามนึกภาพกายของเรา มันเป็นเรื่องโลกๆ เรื่องที่ว่า เราไม่นับถือศาสนาใดๆ เลย เรานับถือวิทยาศาสตร์นี่แหละ เพราะมันเป็นเรื่องทฤษฎีเรื่องข้อเท็จจริง เรื่องวิชาการที่ใครก็คิดได้ ใครก็รู้ได้ มันก็คิดของมันอย่างนั้นไง เวลานี่ทำสมถะนะ มันก็ผ่านอย่างนี้เข้ามาเหมือนกัน แล้วผ่านเข้ามา เพราะสิ่งนี้มันเป็นขั้นของสมถะไง

ถ้าขั้นสมถะ เราจะพิจารณาอย่างไรก็ได้เพราะเป็นปัญญาอบรมสมาธินี่ไง แล้วสิ่งที่ว่ารับรู้อะไรขึ้นมา ถ้ามันหยุดคิดหรือมันพิจารณากายจนมันเป็นตัวของมันเอง คือมันปล่อยเข้ามาว่า พิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม พิจารณาแล้วมันรู้มันเข้าใจ มันปล่อยเข้ามา เห็นไหม วิปัสสนา สติปัฏฐาน ๔ ในทางโลกไง ถ้าในการฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้าเป็นพระกรรมฐานจะบอกว่าเป็นสติปัฏฐาน ๔ ปลอมๆ

สติปัฏฐาน ๔ ปลอมๆ เพราะมันเป็นสติปัฏฐาน ๔ แบบโลกๆ มันเป็นสติปัฏฐาน ๔ แบบกิเลสมันตีไข่ มันตีไข่ มันเจียวไข่ มันทอดไข่ จะเป็นไข่ดาว จะเป็นไข่ห่อ ห่อปู จะเป็นไข่อะไรล่ะ พิจารณาได้ทั้งนั้นน่ะ มันเป็นไปได้ทั้งนั้นน่ะ เป็นเหมือนกัน แต่ทำไมไม่รู้จักกิเลสล่ะ ทำไมไม่เห็นกิเลสล่ะ ทำไมไม่เป็นข้อเท็จจริงล่ะ มันเป็นเหมือนกัน

ฉะนั้น เราเทศนาว่าการตลอด นี่เป็นสติปัฏฐาน ๔ ปลอมๆ

แต่ถ้าเป็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริงนะ สมณสารูป บวชเป็นพระๆ มา ฆราวาส นิสัยฆราวาส พระบวชแล้วห้ามใช้ชีวิตแบบฆราวาส ฉะนั้น ๕ พรรษาขึ้น ๕ พรรษาขึ้นเขาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาจะเข้าถึงสมณสารูป สมณสารูปขึ้นมา เห็นไหม

จิตของคนที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เริ่มต้นขึ้นมา เรามาจากโลก สิ่งที่เป็นโลกๆ มันติดตามมาทั้งนั้นล่ะ แล้วถ้าฝึกหัดปฏิบัติอย่างไรก็แล้วแต่ มันเป็นสิ่งที่ความเป็นโลกนี้ กิเลสมันตีไข่มาตลอดเวลาทั้งนั้นน่ะ ถ้ามีอำนาจวาสนา ที่เราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เราไม่ใส่ไข่

โดยธรรมชาติ อาหารเราสั่งได้ เราไม่ใส่ไข่ เขาก็ไม่ใส่มาให้ ถ้าบอกเราใส่ไข่ ใส่ ๒ ฟองด้วย พิเศษ เอาชนิดพิเศษๆ กิเลสมันก็ต้องมากขึ้นธรรมดา เพราะเราต้องจ่ายมากขึ้น ถ้าเราไม่ใส่ ราคาก็ถูกลง ถ้าไม่เป็นความจริง เพราะอะไร

เพราะเราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราเกิดมาจริงตามสมมุติไง มันเป็นโลก เป็นโลกเพราะคนเกิดมามีกายกับใจไง มันมีอวิชชามาพร้อมกับชีวิตของเรานี่ไง มันเป็นข้อเท็จจริงโดยทางโลกอยู่แล้ว แล้วฝึกหัดปฏิบัติธรรมไง โลกกับธรรม

ถ้าเป็นธรรมๆ ไง ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

จิตมันรู้ มันตื่น มันเบิกบานหรือไม่ ถ้าจิตมันรู้ มันตื่น มันเบิกบาน โอ้โฮ! มันชื่นบานนะ แล้วพอมันชื่นบาน มันฝึกหัดปฏิบัติมันจะเอาจริงของมันขึ้นมา

เพราะสุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี จิตมันสงบระงับเข้ามาแล้ว แล้วมันออกรู้ออกเห็น นั่นแหละ มันจะเป็นไข่นกกระทาแล้วล่ะ ใบมันใหญ่ มันฟักออกมาแล้วตัวมันใหญ่ พอจิตมันสงบขึ้นมามันออกรู้ออกเห็น เห็นนิมิตไง เยอะแยะมากเวลานั่งจิตสงบแล้ว โอ้โฮ! เทวดา อินทร์ พรหมมา มันมีมโหรีปี่พาทย์มาตีดนตรีให้ฟัง มันเป็นอย่างนั้นหมดล่ะ เพราะอะไร

ปุถุชน กัลยาณชน ปุถุชนคนหนา หนาไปด้วยไข่ กิเลสมันตีไข่ใส่ให้มากมาย เวลาทำความสงบทำได้ยาก จากปุถุชนเป็นกัลยาณชน ปุถุชน มันแยกเลย สิ่งที่ได้รู้ได้เห็นขึ้นมามันเป็นมายาทั้งนั้นน่ะ จิตมันส่งออกมันถึงรู้ไง

ครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดปฏิบัตินะ รู้เห็นสงเห็นแสงขึ้นมา จิตสงบ จิตรู้ ถ้าจิตมันสงบโดยสัมมาสมาธิ จิตสงบโดยที่ไม่ส่งออก ไม่รู้ไม่เห็นขึ้นมา มันเป็นสมาธิไหม

เขาเป็นสมาธิโดยที่ไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลย เขาเป็นสมาธิที่ดีงามด้วย แล้วเป็นสัมมาสมาธิที่ดีงามขึ้นมา ถ้าฝึกหัดปฏิบัติจนจิตมันมีกำลังของมันขึ้นมา ถ้าจิตไม่มีกำลังมันจะน้อมไปเห็นอะไร มันจะน้อมอะไรไปได้ มันน้อมไปไม่ได้ นี่ไง ปุถุชน กัลยาณชนไง

พอมันน้อมไปไม่ได้มันก็ไปรู้ไปเห็นนี่ไง อู๋ย! เห็นนู่นเห็นนี่ เห็นอะไร

เห็นเป็นประโยชน์อะไร เห็นนั่นคือพลังงานที่มันส่งออกทั้งสิ้น

โดยธรรมชาติของกิเลสนะ พญามาร สิ่งที่เป็นเจ้าวัฏจักรมันควบคุมลูกหลานมันมากมายมหาศาล มันจะหลอกมันจะลวงอย่างใดหลงใหลไปหมด ไม่ต้องไปโทษใคร มันเป็นข้อเท็จจริงในใจของตน สิ่งที่จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันพร้อมไปด้วยครอบครัวของมาร

เวลาครอบครัวของมาร เห็นไหม ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาเริ่มจากหยาบๆ การทำความสงบนั้นมันเป็นข้อเท็จจริงของจิต ถ้าโดยธรรมชาติเป็นปุถุชนคนหนา โดยธรรมชาติความรู้สึกนึกคิดมันเป็นความรู้สึกนึกคิด มันเป็นข้อเท็จจริงสิ่งมีชีวิต

สิ่งมีชีวิตประเภทใด

อบายภูมิ ตั้งแต่สัตว์เดรัจฉานลงไปทำบุญทำบาปได้ แต่บรรลุธรรมไม่ได้ เขาไม่มีความสามารถจะทำได้ขนาดนี้หรอก มันจะทำได้เริ่มต้นจากมนุษย์ มนุษย์ขึ้นมาเพราะอะไร

เพราะโดยธรรมชาติมนุษย์ต่างจากสัตว์เพราะมนุษย์มีสมอง มนุษย์ต่างจากสัตว์เพราะมนุษย์มีศีลมีธรรม เทวดา อินทร์ พรหมขึ้นไป เขามีศีลมีธรรมของเขาได้ไง นี่พูดถึงว่า ถ้ามีสติปัญญาเข้าถึงธรรมไง

นี่ก็เหมือนกัน ถ้าเป็นปุถุชนเป็นทางโลก เวลาสิ่งที่เกิดขึ้นๆ มันเกิดขึ้นกับอะไร เกิดขึ้นจากจริต เกิดขึ้นจากนิสัย เกิดขึ้นจาก กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา

เวลามันข้อเท็จจริง หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดปฏิบัติของท่าน ท่านเอาจริงเอาจังของท่าน ถ้ามันไปรู้สิ่งใดมันส่งออกทั้งนั้นน่ะ เวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมา พยายามทำความสงบของใจเข้ามาให้ได้ ถ้าใจสงบระงับเป็นข้อเท็จจริงแล้วนะ มันไม่เห็น

ที่มันไม่รู้มันไม่เห็น เพราะอะไร

โดยธรรมชาตินักปฏิบัติทั้งสิ้น เวลาข้อเท็จจริงขึ้นมา สมถกรรมฐานยกขึ้นสู่วิปัสสนากรรมฐาน สมาธิทำไม่เป็นทำไม่ได้ กิเลสมันตีไข่นะ มันเหลวแหลกไปหมดล่ะ มันวนอยู่กับกระแสโลก ถ้ากระแสโลกมันก็เป็นอภิญญาไง สิ่งที่ความเป็นอภิญญามันรู้มันเห็นของมัน นี่กระแสโลกนะ

แต่ถ้ามันข้อเท็จจริง สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน เพราะว่ามันเป็นสุตมยปัญญา จินตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา นี่พูดถึงพระพุทธศาสนานะ

แต่ถ้านอกจากพระพุทธศาสนาไปมันก็เป็นประชาธิปไตย มันเป็นสิทธิเสรีภาพ มันจะคิดสิ่งใดก็ได้ มันเป็นปัญญาชน นั้นเรื่องของโลกไปเลย

แต่ถ้าเป็นเรื่องของธรรม โดยข้อเท็จจริง การศึกษาค้นคว้าของมนุษย์นี่สุตมยปัญญาทั้งสิ้น ถ้ามันเป็นนักวิทยาศาสตร์ พระที่ฝึกหัดปฏิบัติสูงส่ง สูงที่สุดก็จินตมยปัญญา ถ้ามันจะเข้าสู่ภาวนามยปัญญาได้ ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมานะ สมถกรรมฐานยกขึ้นวิปัสสนากรรมฐาน

เขาถึงพูดไง “อะไรๆ ก็ต้องภาวนามยปัญญา”

ปัญญาเกิดจากการภาวนา

ปัญญาเกิดจากภาวนา ใจดวงใดไม่มีมรรค ใจดวงนั้นไม่มีผล

ถ้าภาวนามยปัญญา เกิดจากจิตตภาวนา ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา มันมีภาวนามยปัญญา แล้วจิตนั้นมันถึงจะรู้ตามข้อเท็จจริงอันนั้นว่า สิ่งที่มันแตกต่าง มันแตกต่างอย่างไร ไม่อย่างนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านจะสอนลูกศิษย์ลูกหา สร้างธรรมทายาทขึ้นมาได้อย่างไร

สิ่งที่มันจะได้ขึ้นมามันมีเหตุมีผลไง บุคคล ๔ คู่ไง แค่คู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ มันอยู่ขั้นไหน อยู่ในระดับใด มันอยู่ที่วุฒิภาวะ อยู่ที่ว่าเวลาเขาถามปัญหา รู้ทันทีเลย อ้าปากมานี่ทันทีเลย นี่ไง มันไม่ให้กิเลสมันตีไข่ไง

กิเลสมันตีไข่นะ แล้วมันมีกลิ่นหอม มีรสมีชาติไปกับมัน ทั้งๆ ที่มันก็มีรสมีชาติอยู่แล้ว นี่ไง สิ่งที่ปุถุชน กัลยาณชนนี่ไง ปุถุชนคนหนา ปุถุชนคนหนาจิตใจมันหนาไปด้วยอวิชชา หนาไปด้วยความไม่รู้ หนาไปด้วยครอบครัวของมารทั้งสิ้น

ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา มันจะไม่ใส่ไข่ ไม่ใส่ไข่มันก็จะเป็นสัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิคือการคัดแยกจากความเป็นจริงขึ้นมาตามข้อเท็จจริงที่การฝึกหัดปฏิบัติตามจริตตามนิสัยของแต่ละบุคคล ไม่มีสูตรสำเร็จ ไม่มี

ฉะนั้น เวลากรรมฐานในพระพุทธศาสนา การภาวนา ๔๐ ห้อง การทำความสงบ ๔๐ วิธีการ ทำอย่างไรก็ได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐมาก ไม่ทำให้คับแคบ เปิดกว้างให้กับจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสร้างบุญสร้างกุศลมามากน้อยขนาดไหน แล้วฝึกหัดปฏิบัติของเราด้วยศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา

ถ้ามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา รัตนตรัยไง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พุทธะๆ พุทธะคือผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน พระธรรมๆ พระธรรมคือธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เทศนาว่าการไว้ให้เราเป็นแนวทางในการฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา

แล้วถ้าแนวทางปฏิบัติขึ้นมา มันอยู่ที่เราปฏิบัติขึ้นมาได้จริง ข้อเท็จจริงหรือไม่ ถ้าได้ข้อเท็จจริงขึ้นมามันก็เป็นส่วนหนึ่ง แล้วที่เขาปฏิบัติขึ้นมา เขาปฏิบัติเข้ามาด้วยวิธีการอย่างไรเรื่องของเขานะ นั่นเรื่องของเขา แต่ถ้าเรื่องของเขา ถ้าเขาทำความเป็นจริงได้นะ เขาจะรู้เหตุรู้ผลในทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ อริยสัจ ข้อเท็จจริง

ถ้าข้อเท็จจริง เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราท่านเอาตรงนี้ เอาตรงที่ว่า คนรู้จริงเห็นจริง วิธีการอย่างไรก็ได้ ขอให้รู้จริงเห็นจริงขึ้นมาด้วยอำนาจวาสนาของตน

ทีนี้สิ่งที่เราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาบอกว่า สิ่งนั้นเป็นโลก สิ่งนั้นเป็นธรรม มันไม่จริงๆ

มันไม่จริงก็ด้วยมันข้อเท็จจริงไง มันไม่จริงด้วยข้อเท็จจริง ถ้ามันจริงขึ้นมา เราฝึกหัดปฏิบัติของเราเข้ามา สมณสารูป มันมีรูปแบบ แล้วเวลาฝึกหัด บุคคล ๔ คู่มันเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นมา มันเป็นขึ้นมาอย่างไร

ถึงได้บอกว่า สิ่งที่ว่าสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน ทั้งหมดตายตรงนี้ ยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่ได้

การทำความสงบของใจได้บ้าง มันจะออกรู้ออกเห็นอย่างที่รู้ที่เห็นนั่นแหละ แต่มันไม่เห็นกิเลสของตัว ถ้ามันเห็นกิเลสของตัวนะ มันอึ้งเลย นั่นน่ะถึงจะเป็นสติปัฏฐาน ๔ จริงๆ

สติปัฏฐาน ๔ จริงๆ มันอยู่ที่อำนาจวาสนานะ ถ้ามันน้อมไป ถ้ามันรู้มันเห็นขึ้นมามันสะเทือนกิเลสของเรา แล้วสาธุ เวลาครูบาอาจารย์เราศิโรราบธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

หลวงตาพระมหาบัวท่านสิ้นกิเลสไง “องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารู้ได้อย่างไร” เพราะอะไร เพราะท่านรู้ ท่านรู้ขึ้นมา เห็นไหม เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เวลาจิตสงบแล้วมันสว่างไสว มันผ่องใส

ท่านยังพูดเลย “ธรรมะกลัวเราจะหลง ธรรมะเตือนเลย สิ่งที่มันสว่างไสว มันผ่องมันใส มันทะลุไปหมด เกิดจากจุดและต่อม” นี่เวลาธรรมเกิด

ธรรมเกิดๆ แล้วตัวเองรู้ไหม

ท่านบอกว่าธรรมเกิดแล้วงงไปหมดเลย

สิ่งที่เวลาท่านพูดแล้วเราฟัง เราจำมา เราเห็นมา เราก็ว่าเรารู้เราเห็นอันนี้ แต่เวลาคนที่มันรู้มันเห็นขึ้นมามันงงเลย

ท่านบอก “ถ้าหลวงปู่มั่นอยู่นะ ผมสำเร็จตอนนั้นเลย เพราะถ้าหลวงปู่มั่นท่านบอก ท่านก็ต้องทวนกระแสกลับเข้ามา แต่นี่เพราะหลวงปู่มั่นนิพพานไปแล้ว ระหกระเหินๆ ไป อะไร อะไร อะไร”

นี่รู้เห็นจริงๆ นะ ถ้าไม่รู้ไม่เห็นขึ้นมามันสร้างภาพไปหมดแหละ

ขนาดรู้เห็นจริงๆ “อะไร อะไร” เพราะอะไร เพราะปัญญามันเกิดขึ้นมาไม่เท่าทัน มันจะมีอำนาจวาสนามากน้อยแค่ไหน

ถ้าปัญญามันเกิดไม่เท่าทันนะ มันต้องกลับมาพุทโธ กลับมา กลับมาพุทโธ กลับมาสร้างกำลัง กลับมาให้ตัวเองสดชื่นขึ้นมา กลับมาให้จิตมีกำลังขึ้นมา แล้วเตาะแตะๆ ไต่เต้าขึ้นไปจนเกิดมรรค ๘ ความสมดุลแห่งงานชอบ งานชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบ ความชอบธรรม พอความชอบธรรมมันหมุนของมันขึ้นไป มันจะพิจารณาของมันเป็นชั้นเป็นตอนแล้ว

ท่านฝึกหัดอย่างนั้นอีก ๘ เดือน เวลาเป็นจริงขึ้นมา จบ

“องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารู้ได้อย่างไรๆ“

แต่เราทำสมาธิยังไม่สงบระงับ พุทธะยังไม่รู้ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานเป็นอย่างไร ถ้าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานขึ้นมา สมถกรรมฐานยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่เป็น มันล้มลุกคลุกคลานเป็นงูกินหางนี่ไง มันถึงบอกว่า ไอ้ของเรามันเป็นไข่ไดโนเสาร์

ไดโนเสาร์มันก็สูญพันธ์ไปแล้ว แล้วไข่มันจะไปหาที่ไหน แต่เรารู้เห็นไปหมดนะ ทางวิชาการศึกษาค้นคว้ามามีกี่สายพันธ์ แล้วยุคใดสมัยใดกี่ร้อยล้านปี ๑๐ ล้านปี ๖๐ ล้านปี ยุคใดรู้หมด ปัญญารู้หมดน่ะ แต่มันเป็นอดีต

แต่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ ปัจจุบันเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ชีวิตนี้มีการพลัดพรากเป็นที่สุด จะใช้ชีวิต จะดำรงชีวิตอย่างใด จะสุขทุกข์ขนาดไหน มากน้อยขนาดไหน ถึงที่สุดแล้ว เพราะภพชาติ

ภพหนึ่งชาติหนึ่ง การเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา อำนาจวาสนา เห็นไหม เขาไปหลงระเริงกันทางโลกเขาก็มีความสุขของเขา เขาก็ต้องตาย ไอ้เราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เราก็ต้องตาย เพราะมันเป็นข้อเท็จจริง ความจริง สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง ไม่มีสิ่งใดคงที่ คงที่แน่นอน สิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วต้องดับทั้งหมด

คำว่า ดับ” แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “อานนท์ เราบอกเธอแล้วไม่ใช่หรือ ถ้าเราไปเราก็จะเอาของเราไปเท่านั้น ถ้ามีผู้ใดฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม โลกนี้จะไม่ว่างจากพระอรหันต์เลย

ไม่ว่างจากพระอรหันต์เพราะอะไร

เพราะเขาฝึกหัดปฏิบัติ บุคคลคู่ที่หนึ่ง คู่ที่สอง คู่ที่สาม คู่ที่สี่ ถึงที่สุดแห่งทุกข์เป็นพระอรหันต์ เขาจะไม่เกิดไม่ตายอีกแล้ว เพราะไม่มีเชื้อไข ไม่มีมาร ไม่มีอวิชชา สิ่งใดขึ้นมา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ในสมัยพุทธกาล หรือหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านปฏิบัติมานั้นคือแค่กิริยา กิริยาคือสอุปาทิเสสนิพพาน สะคือธาตุขันธ์ ธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ มันเป็นสิ่งที่เกิดมาจากเวรจากกรรม เกิดจากการสร้างบุญกุศลของเราได้เกิดเป็นมนุษย์

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าออกบวชตั้งแต่อายุ ๒๙ อีก ๔๕ ปีมานะ ๓๕ ปีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อีก ๔๕ ปีนั่นล่ะพระอรหันต์

สอุปาทิเสสนิพพาน ไม่มีกิเลส ไม่มีสิ่งใดเข้าไปบีบคั้นในหัวใจอันนั้น ๔๕ ปี สิ่งที่เทศนาว่าการมา สิ่งที่เผยแผ่ธรรมอีก ๔๕ ปี สอุปาทิเสสนิพพานคือไม่มีกิเลส ไม่มีพญามาร ไม่มีสิ่งใด ชีวิตเรา ๑๐๐ ปี องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๘๐ ปี องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไป สิ่งที่ปรินิพพานไปโดยวิหารธรรม ไม่เกิด

จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะเวลาเกิดมาแล้วไปเที่ยวสวนเห็นคนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย เราต้องเป็นเช่นนั้นใช่ไหม

ใช่ เหมือนกัน เราก็เหมือนกัน อยู่ทางโลกเขาก็ต้องตายไปเป็นข้อเท็จจริง เราก็เหมือนกัน กายเป็นข้อเท็จจริง แต่ด้วยอำนาจวาสนาของเรา เราจะมาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาโดยมีต้นแบบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ธรรมและวินัย ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรานี่ไง แล้วกึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาเจริญอีกหนหนึ่งด้วยอำนาจวาสนาของครูบาอาจารย์ของเรา

กึ่งกลางพระพุทธศาสนานะ เขาบอกว่ามันหมดยุคหมดสมัยไง

หมดยุคหมดสมัยเพราะกิเลส กิเลสมันตีไข่ แล้วมันตีไข่ ตีไข่ไดโนเสาร์เสียด้วย บอกหมดยุคหมดกาล เป็นไปไม่ได้ แล้วพวกอยู่ใต้อำนาจของกิเลสก็เชื่อกันไปหมดไง

แต่มีบุคคลที่ยิ่งใหญ่ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านปฏิบัติของท่าน จนสังคมเขาก็ไม่เชื่อ มันเป็นไปได้อย่างไร แต่ถึงที่สุดเวลาท่านไปสิ้นกิเลสบนเชียงใหม่แล้ว เทศนาว่าการมา พระตั้งแต่หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่แหวนอย่างนี้ พระอรหันต์ทั้งนั้นน่ะ แล้วจะไปหลอกเขาได้อย่างไร

ผู้นำ ผู้นำที่ดีงามมันถึงที่สุดแห่งทุกข์ เวลาจิตมันเข้าไปพบไปเห็น เวลาบอกเขา บอกเขาเพราะอะไร

ดูสิ เวลาหลวงตาพระมหาบัว แสงสว่าง ความว่าง มันเกิดจากจุดและต่อม แล้วหลวงปู่มั่นท่านนิพพานไปแล้ว ๘ เดือน งงอยู่นั่น งงอยู่นั่น แต่ถึงที่สุดก็ย้อนกลับมาได้ไง จุด จุดไหน ต่อม ต่อมไหน ต่อมอะไร ต่อมอย่างไร แล้วอะไรเป็นต่อม อะไรเป็นจุด เวลาปัญญามันหมุนเข้ามานี่ไง มรรค ๘ อาสวักขยญาณทำลายอวิชชา

ฉะนั้น เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านเทศนาว่าการขึ้นมา เวลาผู้ที่รู้ที่เห็นขึ้นมามันเป็นพยาน อย่างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ได้ปัญจวัคคีย์ ๕ ได้ยสะอีก ๕๕ “เธอกับเราทั้งหลาย ๖๐ องค์พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์ เธออย่าไปซ้อนทางกัน โลกนี้เร่าร้อนนัก” นี่ไง เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงไง

นี่ก็เหมือนกัน หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ลูกศิษย์ลูกหาของท่าน เวลาเทศนาว่าการ มีใครค้านใคร ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริง แล้วข้อเท็จจริงเป็นเพชรน้ำหนึ่งๆ ต้องมีอำนาจวาสนาขึ้นมา เพราะมีสัจจะมีความจริงในใจของตน

ไม่ใช่ป้อแป้ๆ ป้อแป้ๆ กิเลสมันตีไข่ไง ตีไข่นกกระทา ไข่ไก่ ไข่เป็ด ไข่นกกระจอกเทศ มันฟองเล็กฟองใหญ่ มันมีผลมากผลน้อย ไอ้ของเรามันคนรุ่นใหม่ ไข่ของเราต้องเป็นไข่ไดโนเสาร์ มันพิสูจน์ตรวจสอบอะไรไม่ได้เลย มันพ้นยุคแล้ว แต่ปัญญาเยอะนะ

แต่ถ้าเอาจริงเอาจังของเรานะ อยู่ที่วาสนา วาสนานะ กาลามสูตร ศึกษา ศึกด้วยศรัทธาความเชื่อ แต่เราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาแก้ทุกข์เราได้ไหม ทุกข์น่าดูเลย แล้วจะทุ่มเทให้มันทุกข์มากไปกว่านี้อีกใช่ไหม ทุกข์น่าดูเลย

ความเพียรชอบ ความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะ ทุกข์เพื่อจะดับทุกข์ไง แล้วความเพียรนั้นน่ะมันมีข้อเท็จจริง สงบหรือไม่สงบ จริงหรือไม่จริง แล้วถ้าไม่จริง มันเป็นเพราะอะไร

ครูบาอาจารย์ที่ดีงามนะ ท่านตรวจสอบทันที ตั้งแต่วันนี้ ตั้งแต่ตื่นมาได้พบอะไรบ้าง ครูบาอาจารย์ที่ดีงามท่านถึงที่ว่า เรารักพระ เราถนอมพระ แต่มึงสมบุกสมบันเอาพระไปขายกินทั้งนั้นน่ะ รักพระถนอมพระก็ให้พระมันอยู่ในทางจงกรม ให้มันนั่งสมาธิภาวนาสิ รักพระ ถนอมพระ พระมีศีลมีธรรมมากน้อยแค่ไหน รักพระ ถนอมพระ ลากกันไป ถูลู่ถูกังไปนั่นน่ะ เป็นวณิพกไปแล้ว

แต่ถ้าเป็นจริงเป็นจัง เห็นไหม ใต้โคนไม้ เรือนว่าง นี่พระกรรมฐาน พระกรรมฐานๆ มันยืนยันจากผู้นำ ถ้าผู้นำนะ “อ้าว! พูดมาสิ อะไรผิดอะไรถูกว่ามา”

แต่มันไม่กล้าพูด มันไม่กล้าว่าต่างหาก แล้วว่าแล้วมันผิดมันพลาด ทำไมไม่ทดสอบ มันทดสอบได้ การตรวจสอบ การทำซ้ำนี่มหัศจรรย์ เริ่มทำได้ดีขนาดนี้เพราะอะไร เพราะเรามีวาสนา ถ้ามีวาสนาแล้วมันจริงไหม ถ้ามันจริง มันทำซ้ำมันต้องเป็นอย่างนั้นจริงสิ สมาธิต้องเป็นสมาธิตลอดไป สมาธิทำอย่างไรมันก็เป็นสมาธิ

แต่ถ้าเป็นสมาธิแล้ว ถ้าไม่ชำนาญในวสีมันเสื่อมหมดน่ะ ไม่มีอยู่กับเราหรอก แต่ถ้าเราชำนาญในวสีแล้ว สมาธิจะผลักดันมันไปขนาดไหนมันก็ไม่ไปหรอก เพราะเหตุมันล้น เหตุมันสมควร ก็ยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ เวลามันหมุนไปได้ มันได้เพราะอะไร

มันได้เพราะมันมีกำลัง มันมีบาทมีฐานแล้ว มันจับแล้วมันสะเทือนหัวใจ สะเทือนกิเลสไง แล้วทำต่อไปมันได้อีกไหม ไม่ได้ ไม่ได้เพราะอะไร เพราะมันเป็นสัญญา สัญญาเป็นเพราะอะไร เพราะเป็นความจำ เป็นอดีตอนาคตที่มันไม่เป็นข้อเท็จจริง มันเป็นไข่ไดโนเสาร์ มันสูญพันธุ์ไปแล้ว แต่กิเลสไม่เคยสูญพันธุ์ กิเลสมันตีไข่ครอบงำหัวใจของคน แต่การฝึกหัดปฏิบัติมันสูญพันธุ์ไปแล้ว

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกพระอานนท์ไว้เลยไง “อานนท์ เราไม่ได้เอาของใครไปทั้งสิ้น ถ้าผู้ที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม โลกนี้ตลอดกาลไม่ว่างเลย ไม่ว่างจากผู้รู้จริงเห็นจริง”

แล้วมันจะว่าง ว่างเพราะว่ากิเลสมันตีไข่ แล้วมันจะเอาไข่ไดโนเสาร์ที่มันหาไม่ได้ด้วย แล้วเวลาไดโนเสาร์มันสูญพันธุ์ไปแล้ว สูญพันธุ์ไปแล้วมันบอก กึ่งกลางพระพุทธศาสนาไม่มีมรรคไม่มีผลไง มึงก็ไปเอาไข่ไดโนเสาร์ นกกระทาตัวใหญ่นะ นก ไก่ เป็ด เขาว่ามันเป็นสิ่งที่เชื้อไขจากไดโนเสาร์ ถ้ามันเป็นปัจจุบันไง

ถ้าเราชำนาญของเรา เราตรวจสอบของเรา เราทำตามความเป็นจริงของเรา

การทำความสงบของใจนะ จิตสงบแล้ว ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน มันเคารพบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาก เริ่มต้นจากพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้วฝึกหัดค้นคว้า

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม เสวยวิมุตติสุขๆ ปรินิพพานไปแล้ว

พุทธะ พุทธะในหัวใจของสัตว์โลกมันโดนครอบงำโดยกิเลสมันตีไข่ แล้วเราฝึกหัดไม่ใส่ไข่ เราจะถือพรหมจรรย์ เราจะมีศีลมีธรรม เวลาทำความสงบของใจเข้ามาๆ พอจิตมันสงบขึ้นมา พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน มันมหัศจรรย์ในใจของตนมากนะ แล้วถ้ามันเห็นสติปัฏฐาน ๔ มันจะเข้าทางสายกลางในพระพุทธศาสนา นี่อำนาจวาสนา

ถ้าอำนาจวาสนาที่มันเกิดขึ้นจากการกระทำของตน เป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก เกิดจากหัวใจของตน

หลวงปู่มั่นท่านแก้จิต แก้จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ จะเป็นพระ ก. เราไม่ต้องการพระ ก. พระ ก. มันจริงตามสมมุติ จริงตามโลก จริงตามเกิดจากพ่อจากแม่ แล้วพระ ก. ก็บวชมาเป็นพระ แต่เวลาจิตมันสงบนะ พุทธะ พุทธะนี่คือจิตของผู้ที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ แล้วพุทธะถ้ามันเห็นสติปัฏฐาน ๔ เห็นไหม

ทำไมต้องเห็นสติปัฏฐาน ๔ ล่ะ

เพราะ กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ทำดีทำชั่วมา มันมีกิเลสตัณหาความทะยานอยากมา มันมีบุญและบาปในหัวใจของตน

แล้วถ้ามันน้อมไปแล้วมันรู้มันเห็นของมัน เห็นไหม สติปัฏฐาน ๔ กาย เวทนา จิต ธรรม นี่คือข้อเท็จจริงของสิ่งมีชีวิต เพราะสิ่งมีชีวิตมีกายกับใจ กาย กายได้เกิดเพราะจิตที่จุติมาเกิดเป็นมนุษย์นี้ พอมันเกิดนี่จริงตามสมมุติ มันเป็นโลกของสมมุตินี้ไง โลกข้อเท็จจริงที่เชื่อวิทยาศาสตร์นี้ไง

แต่ถ้าเป็นธรรม โลกกับธรรม ถ้ามันเป็นธรรมๆ จิตสงบแล้วฝึกหัดมีความชำนาญจนมีกำลัง ถ้าน้อมไปเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม ก็เห็นข้อเท็จจริง เห็นบุญและบาป ตั้งแต่อดีตแล้วต่อไปในอนาคต ถ้าเป็นข้อเท็จจริงไง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง บุพเพนิวาสนานุสติญาณ อดีต จุตูปปาตญาณ อนาคต อาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในปัจจุบันนี้

ถ้าในปัจจุบันนี้ถ้ามีสัจจะความจริง ถ้าจิตสงบน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔

นี่ไง เหตุว่า ทำไมต้องไปเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม ทำไมต้องไปเห็นมัน

กาย กายก็กายเรานี่ไง เวลาหลวงปู่เจี๊ยะนะ ท่านพิจารณากาย กายนอก กายใน กายในกาย กายของจิต พิจารณากายถึงที่สุดแห่งทุกข์เลย หลวงปู่ชอบก็เหมือนกัน หลวงปู่ตื้อ พิจารณากายทั้งนั้นน่ะ

ถ้าพิจารณาจิตๆ พิจารณาจิต พิจารณานามธรรม พิจารณาสิ่งที่ทำมา หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่ดูลย์ นี่การพิจารณาจิตไง พิจารณาจิตก็พระสารีบุตรไง ปัญญาวิมุตติไง ถ้าพิจารณากายก็พระโมคคัลลานะไง เจโตวิมุตติไง

วิมุตติอะไรล่ะ มันวิมุตติ วิมุตติอย่างไรล่ะ

ก็จิตสงบแล้วเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง เป็นจริงเพราะจิตสงบ จิตตภาวนา จิตพยายามจะสำรอกจะคายสิ่งที่กิเลสมันตีไข่คือมันหลอกมันลวง แต่ข้อเท็จจริงก็ไม่เห็นไข่

ไข่นกกระทา ไข่ไก่ ไข่เป็ด ไข่นกกระจอกเทศ กิเลสของใครหยาบละเอียดแตกต่างกัน ไข่ประเภทใดเกิดจากนกประเภทใด กิเลสของใครมากน้อยอย่างใด ทุกข์ยากมากน้อยแค่ไหน การฝึกหัดปฏิบัติมันถึงลุ่มๆ ดอนๆ ไง การฝึกหัดถึงทุ่มเทไง

เวลาทุ่มเทขึ้นมามันเข้าได้เข้าเข็มนะ เวลามันเข้าได้เข้าเข็มมันจะได้มันจะเสีย โอ้โฮ! ทุ่มเทกันเต็มที่เลย เวลาอยู่หมู่คณะที่ดีงาม วันพระ วันโกน เนสัชชิก ไม่นอน ความเพียรน่ะ

เหมือนกับคนทางโลกเขาไปสโมสรสันติบาต เขาไปรื่นเริง ไอ้ของเราสโมสรสันติบาตความเพียรชอบ วันพระ วันโกน พระจันทร์แจ่ม เดินจงกรมด้วยความสุข วิเวก วิหารธรรม คุณธรรมในใจมันเป็นข้อเท็จจริงในธรรมทายาท ในวิหารธรรม จิตที่เป็นธรรม วิมุตติสุขพึ่งใคร มีอะไรส่วนเกิน ไร้สาระ ผลของวัฏฏะ

จิตออกจากวัฏฏะด้วยความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะของชาวพุทธ ของผู้ที่ประพฤติปฏิบัติตามข้อเท็จจริง

กิเลสมันตีไข่มาตั้งแต่เกิด เกิดมาแล้วก็กลัวลูกจะไม่ฉลาด ต้องอบรมบ่มเพาะสอนสมมุติเยอะๆ ๓ ภาษา ๔ ภาษา สิ่งนี้ขึ้นมาเพื่อดำรงชีวิต มีวาสนานะ ทำมาเพื่อดำรงชีวิต แล้วถ้าฝึกหัดปฏิบัติจากโลกสู่ธรรม จากโลกียะเป็นโลกุตตระ จากการกระทำที่ชัดเจนแจ่มแจ้ง ไม่เชื่อใครๆ ทั้งสิ้น กาลามสูตร ไม่เชื่อใดๆ ทั้งสิ้น เชื่อผลของการปฏิบัติ สันทิฏฐิโก ใจดวงนั้นเป็นธรรม เอวัง